| Profil de The Love is aro...@_Absolutely_@PhotosBlogListes | Aide |
|
|
20 octobre เคยเป็นแบบนี้บ้างมั๊ย..!!!เคยบ้างมั๊ย..!! อยู่ๆก็รู้สึกเหงา..เศร้า... แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเฉยๆ... แค่นึกถึงเรื่องเก่าๆบางเรื่อง.. เรื่องที่มันไม่สามารถย้อนกลับมาเหมือนเดิมได้แล้ว เดือนนี้เป็นเดือนที่เคยเริ่มต้นอะไรบางอย่าง....แล้วทุกอย่างก็จบลงในเดือนนี้เหมือนกัน... ไม่อยากนึกถึงวันที่ 1 ธ.ค. เลย วันเกิดที่ทุกปีจะมีแต่ความสุข แต่ปีนี้คงเป็นปีที่เศร้าที่สุดสำหรับเรา.... นี่เราเป็นอะไรไป.... ผู้ญ. ปากดี ปากหมา ปากร้าย ห้าวๆ ขำไปวันๆ หายไปไหนก็ไม่รู้..~~ T_T เหลือแต่ผู้ ญ เหงาๆ อารมณ์อ่อนไหว หน้าเศร้าๆนั่งน้ำตาซึมอยู่หน้าจอคอมฯ...... เราเสียใจเรื่องอะไรหรอ..???... ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องเสียใจแล้วนี่... ทุกอย่างมีคำตอบในตัวเองอยู่แล้ว... แล้วทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ งง ตัวเองจริงๆ เฮ้อออออ....!!!!..........................................................................!!! 20 août Nakornpanom so Cool!!!7.45 น. ฝนโปรยปรายเป็นระยะๆ รถบัส 999 เดินทางมาถึงปลายทาง ตัวเมืองจังหวัดนครพนม บ้านเกิดแม่เราเอง...5 ปีก่าๆแล้วที่ไม่ได้มาที่นี่เลย... หลังจากที่รถเทียบท่า ก็มีบรรดาผู้คนมาห้อมล้อมเราเต็มไปหมด จากง่วงๆถึงกับส่างทันที...เสียงตะโกนมาว่า " ไปไหนครับ ?? "...." ไปบ่องได๊ ???..." ดังไปหมด เรากะพี่สาวมองหน้ากันพร้อมตะโกนกลับไปว่า " ไปหมู่บ้านขวัญนคร.. เท่าไหร่ " จากนั้นก็เกิดกระบวนการ Service เกิดขึ้น เจ้าของสกายแล๊ป เดินปี่มาหิ้วกระเป๋าเรา ด้วยความหยิ่งในสังกะสีของตัวเอง " ไม่เป็นไรค่ะ...หิ้วกันเองได้ ขอบคุณค่ะพี่ " ตึ้ง..ตึ้ง...!!! ปล. สกายแล๊ป คือรถสามล้อ ที่หัวรถเป็นมอร์เตอร์ไซด์ ด้านหลังเป็นที่นั่ง 2 แถว ค่าโดยสายแพงมากเริ่มต้นที่ราคา 10 บาทในระยะทางสั้นๆ 10 นาที ผ่านไป เราก็มาถึงหน้าบ้านตา วันนี้ถือเป็นวันดี 11 / 08 / 50 เพราะที่บ้านตาทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ..เพราะตาเพิ่งเข้าโรงบาลแล้วก็อาการโคม่า แต่ปาติหาร์มีจิง!!ตาเราฟื้นกลับมา น้าๆก็เลยทำพิธีเรียกขวัญให้ตา..เป็นพิธีแบบชาวบ้านๆ แต่อบอุ่นดี ทุกๆคนที่มางาน..มาด้วยใจทั้งนั้น ช่วยกันคนละไม้ละมือ.. น่ารักดี!!ชอบๆๆ ![]() เรากะพี่สาวเริ่มวางแผนภาระกิจ ช่วง Holiday อย่างคุ้มค่า.. 11 / 08 / 50 หาแหล่งประทังชีวิต เริ่มจากการปั่นจักรยานสำรวจพื้นที่แถวบ้านตา...แล้วก็ปั่นเลาะริมโขง ( บ้านตาอยู่แถวริมโขงพอดี ) ดูบ้านเรือน ดูแม่น้ำโขง ดูฝั่งลาว และจบด้วยการแวะเข้าวัด ไปไหว้พระทำบุญที่นครพนมนี่ เท่าที่สังเกตุ บ้านเรือนแบบเก่าๆเริ่มมีน้อยแล้ว ส่วนมากสร้างบ้านแบบ Modren กันเกือบหมด แต่ที่นี่มีวัดทุกๆ 500 เมตรเลยล่ะ เพื่อนๆไม่ต้องกลัวว่ามาถึงแล้วจะไม่ได้ทำบุญ..แต่ที่ผิดสังเกตุมั๊กมากคือ ที่นี่แทบไม่เห็นหมาจรจัดเลย แถมแต่ละบ้านเลี้ยงแต่หมามีชาติตระกูลทั้งน้านนน..ขอบอก ปั่นกันได้ เกือบครึ่งชั่วโมง ก็แวะทำบุญไหว้พระ พร้อมได้ ไก่ย่าง ส้มตำปลาร้า โอเลี้ยง อร่อยเหาะไปเลย..!! แถมรองเท้าเตะอีกคนละคู่กะพี่สาว อ๋อออ .... เราซื้อมานะ ไม่ได้มีใครฝากมา...__// กลัวจะเข้าใจผิด... ตกตอนเย็นน้าเก๋ สุดสวย หัวทันสมัย พาลูกสาว และหลานๆไปนั่งรถเลาะจนสุดริมโขง มีร้านอาหารน่านั่งหลายร้านเลย แต่ว่ายังไม่ใช่จุดจอดของเรา น้าเก๋พาเราไปที่ OTOP ซึ่งสร้างอยู่ไกลมากๆๆๆออกมานอกเมืองเป็น 10 โล ยังคุยกะพี่สาวว่า แล้วใครจะไปซื้อของหว่ะ...เราเรียบๆถนนเส้นนั้นเข้าไปไปเจอกับชุมชนคนญวณ มีป้ายบอกเราว่า ไปบ้านลุงโฮ ลุงโฮก็คือ โฮจิมินท์นี่เอง ที่เค้าอพยพมาอยู่ไทย แล้วก็มาตายที่นี่ ก็เลยเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกที่ของนครพนม เวลาคนเวียตนามมาต้องแวะเลยล่ะ... ท้องเริ่มร้องคร่อกๆๆ...น้าเก๋เลยพาไปที่ร้านอาหารนาจอก อยู่ระแวกๆเดียวกัน เป็นร้านที่คนมากินเยอะมากขึ้นชื่อเรื่องกุ้งเผา เลยจัด กุ้งเผาไปโลครึ่ง อ่อส่วน แปะซะปลาช่อน ปลาลูกเต๋ายำม่ะม่วง ปลาหมึกกระเทียมตำแตง+ไข่ต้ม อิ่มมากกกกกกกกก อยากบอกว่าแทบอ้วก...นั่งริมสระน้ำ ที่เต็มไปด้วยปลาตัวเป้งๆ...ปลาเวเจตเทอเลี่ยน แต่ว่ากินหัวกุ้ง.. '0_0 อิ่มล่ะ.. ไปซิ่งกันต่อ... จากนั้นเราก็เข้าเมืองเพื่อมาสอดส่องย่านราตรี แถวนั้นมีย่าน ดาวน์ทาวน์ ด้วยนะ เต็มไปด้วยผับบาร์ BarKoo / สตางค์ / เมอแรงค์ / ลูกตาล / .....และอีกมากมาย น้องชวนไป Barkoo แต่ติดที่ว่าเหนื่อยกาย และเหนื่อยใจเล็กน้อย ก็เลยแวะแค่เมอแรงค์ กินไอติม คนละก้อน พร้อมซื้อหนมปังกลับมาให้ตา หม่ำๆเล่น....หมดไปหนึ่งวันล่ะ เร็วจัง!!! 12 / 08 / 50 ใส่บาตรแต่เช้าวันแม่ 6 โมงตรงเด้งออกจากที่นอน ล้างหน้าล้างตาวิ่งกันลงมาเตรียมของใส่บาตร แต่คุณพระช่วย น้าสุดที่รัก น้าแอ๋วปั่นจักรยานออกไปซื้อของเตรียมไว้ให้หมดแว้ว...พาตามานั่งหน้าบ้านรอพระมารับบาตร ใส่บาตรเสร็จพระก็จะให้พร พร้อมตรวจน้ำ อยากบอกว่าพระต่างจังหวัดให้พรเยอะมาก ไม่เหมือนพระกรุงเทพ บิณฑบาตรแข่งกับเวลา รีบมารีบไป...หลังจากสลายตัวไปอาบน้ำ โปรแกรมทุกอย่างก็เริ่มขึ้น " ฮัลโลมามี๊.. สวัสดีวันแม่จ๊ะ จึ๊ด..........ฉอดๆๆๆๆๆๆ....แค่นี้นะจ๊ะ รักแม่จ๊ะ เดี๊ยะไว้เม้าท์กันอีกที.." ![]() เราเริ่มออกเดินทางไปโลตัสแวะซื้อของเพื่อเอาไปสวัสดีวันแม่ ที่แรกคือไปเยี่ยมญาติทางพี่สาวก่อน ป้าคิด / ลุงเถียร - ที่เพิ่งจากไปหลังจากเรากลับมาได้ 3 วัน ทั้งที่เค้ายังออกมายืนบ๊ายบายดีๆอยู่เลย เฮ้อออ!! โลกเราไม่แน่นอนจิงๆจากนั้น เราก็เดินทางไป อำเภอนาท่อน เพื่อไปบ้านญาติน้าเก๋ ไปขอพรจากผู้ใหญ่ ครอบครัวน้าเก๋น่ารักมากมากันเป็น10ก่าคน คุยกัน หัวเราะกันทุก 3 นาที เป็นครอบครัวอารมณ์ดีมั๊กมาก...สักพักเราก็ออกไปไหว้ พระธาตุพนม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนครพนม สวยมากเลย คนไปไหว้กันเยอะมากๆๆๆ จากนั้นก็หาเช่าพระมาให้น้อง พร้อมชักภาพป็นที่ระลึกก่อนจะไปต่อที่อื่นๆ แล้วเราก็ยกขบวนไปกินข้าวกันต่อที่ริมโขงไปนครพนมทั้งทีก็เลยต้องกินหมูหัน( เกี่ยวม่ะเนี๊ยะ ) กินกันไป 5 ตัว เหลือเชื่อ...ที่เหลือ เป็นส้มตำอาหารพื้นบ้านลาบปลา อร่อยดี...มองนาฬิกาแปบเดียวล่อไปบ่าย 3 นิดส์ๆล่ะ กลับมาถึงเวลากลับบ้านตา เพราะนัดตาไว้แต่เช้าว่าจะไปกินข้าวเย็นนอกบ้านด้วยกันร้านที่จะพาตาไปชื่อร้าน ชมธาร ร้านดูดีน่ารักๆอยู่ริมโขงตรงข้ามต้นโพธิ์ใหญ่ พาตากะน้าๆน้องๆไปกิน มื้อนี้ตกลงกะพี่สาวว่าเราจะเลี้ยงวันแม่กัน สั่งเต็มที่..หลังจากกินกันอิ่ม ผลสรุปของร้านนี้ก็ออกมาว่า.. " ไม่เห็นอร่อยเลย...." " คราวหลังไม่มาร้านนี้ล่ะ..." " พยายามทำอาหารเหมือนกรุงเทพ ลูกจ้างก็ไม่รู้เรื่อง..." เซ็งเป็ดเลยตู ... อุตส่าห์ จะเอาใจตาเต็มที่ ไม่ได้ดั่งใจเลย...ไปๆๆๆไปกันต่อ อิ่มเสร็จ น้าแจ๋วพาตากลับบ้านพักผ่อน ส่วนน้าแอ๋วกะหลานๆก็ไปซิ่งกันต่อ ไปรอน้านวดแล้วก็ไปดูหมอ...เหอๆๆ เสียงรอสาย : หมอดูไม่สามารถดูลายมือให้ได้ในขณะนี้ Sorry !! หมอดูไปบ้านนอกกลับพรุ่งนี้ แป๊ววววว....กลับบ้านไปรอดูอาคาเดมี่ดีก่า.. 13 / 08 / 50 ตื่น 7 โมงเช้า " Good Morning Ja ตา " ตาตอบว่า " เออ มอร์นิ่งๆ " น้ำเสียงแข็งไปหน่อย แต่รู้สึกดีพิลึก ชอบๆๆ ให้ตาพูดแบบนี้ ![]() วันนี้เริ่มต้นด้วยการไปถวายสังฆทาน พร้อมใส่บาตรเช้าที่วัด แล้วก็อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ให้ ยาย /อากง / น้าๆ อาๆ ที่ล่วงหน้า ..เอ้ย ล่วงลับไปก่อนแล้ว /แล้วก็...แม่ของเพื่อน(เคย)สนิท จากนั้นก็นั่งสกายแล๊ปไปตลาดเช้าไปซื้อของกิน แล้วก็เดินไปอีกวัดไปไหว้สถูปของยาย สถูปของยายแหล่มมากๆในบริเวณนั้น ไหว้เสร็จก็ไปกินข้าว เยี่ยมยายเรียบน้องสาวตา กลับบ้านรอเวลา11 โมง เดินทางไปกินข้าวที่ แม่น้ำ 2 สี อำเภอชัยบุรี นัดรวมญาติ กินข้าวเที่ยงกะตา อาหารพื้นเมืองหร่อยดี ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเที่ยม ลาบปลาแค้ต้มส้มปลาอะรูมี่ไร้(อะไรไม่รู้ )... อีกอย่างจำไม่ได้ว่ากินอะไรไป ส่วนน้าๆ กินเบียร์กินเหล้าตามประสาเค้า ...เราก็ถ่ายรูปอย่างเดียว ตาเป็นคนขี้รำคาญ อยู่นานๆ ตาก็บอกว่า " เซ้าๆๆ มือบ้าน " แปลว่า ไปๆๆกลับบ้านได้แล้ว จะไปนอนรู้มั๊ยเหนื่อย อิอิ อันหลังนี่เสริมเอง ** ปล. ร้านอาหาร แม่น้ำ 2 สี คือแม่น้ำจากทางชัยบุรี จะเป็นสีเขียว ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขงที่เป็นสีอิฐๆ เลยเรียกกันว่าแม่น้ำ 2 สีจ๊ะ ถึงบ้านตอน บ่าย 2 ครึ่ง นั่งๆนอนๆปั่นจักรยานไปหาซื้อน้ำกิน พอ 5 โมง น้าแจ๋ว เตรียมของไปปิกนิกริมโขงขับรถมาเรื่อยๆเห็นจุดเหมาะก็แวะลงปูสื่อ วางเบาะให้ตานั่ง เอาข้าวของออกมา เรากะพี่สาวก็แว๊บไปที่วัด มีทำบุญกระเบื้องหลังหา ก็เลยเขียนชื่อ ยาย / แม่ และครอบครัวเรา / อาม๊า / แม่เพื่อนคนเดิม แล้วก็เดินดูตลาดอินโดจีน พี่ได้กระติกน้ำ Hip Hip มา 2 อัน เสร็จแล้วก็กลับมานั่งกินข้าวกะตา กะน้า....หม่ำเสร็จก็กลับล่ะทีนี้...พอถึงบ้านทุกอย่างก็เตรียมพร้อม..โต๊ะ ผ้าปู และ 1 สำรับ วางไว้แล้ว แหม..!! เค้า Set มาเพื่อนเราเจงๆ คืนนี้เป็นคืนแห่งการกอบโกย น้า หลาน จั่วกันถึง เที่ยงคืน กบดำกบแดง ป๊อกเด้ง มีหมด ที่แน่ๆเป็นประวัติการณ์ของชีวิต ติดหนี้ เป็นหมื่น..เจ้ามือขึ้นอย่างเดียว เล่นได้สักพัก เลยขอลง 5000 เท่านั้นเองพลิกหมดกระดาน น้ากลายมาเป็นหนี้ 10000 หักลบแล้ว .... นี่แหล่ะน้าาาการเสี่ยงโชค!!! เครียร์หนี้เสร็จ แยกย้ายกันไปนอน... อ้อออ!! ลืมเล่าให้ฟังว่า เจอเหตุการณ์ประทับใจด้วยหล่ะ เมื่อคืนนี้เราอยากไปซิ่งกะพี่สาวในเมืองตอนกลางคืน อยากไปเดินตลาดโต้รุ่ง ก็เลยเดินออกมากันตอนดึกๆ อุ๊แม่จ้าววว!!! เดินมาเกือบจะ 2 โล ไม่มีรถให้ขึ้นสักคัน คิดถึงมอร์ไซต์รับจ้าง กะแท๊กซี่ขึ้นมาทันที เดินไปเดินมาเริ่มเมื่อย เห็นพี่คนนึงกำลังยืนค่อมมอไซต์ เลยเดินเข้าไปถามว่า " พี่ค่ะ แถวนี้ไม่มีสกายแล๊ปหรอ แล้วที่ตลาดโต้รุ่งรถหมดกี่โมงคะ " " แถวนี้ไม่ค่อยมีรถหรอก แต่ที่โต้รุ่งอ่ะมีถึงดึกนะ เวลากลับถามเค้าว่าเท่าไหร่ ถ้า 30 บาทบอกไม่ไป เค้าเก็บแค่ 20 เท่านั้นแหล่ะ " " อ๋อออ...คะ ขอบคุณค่ะ เดี๊ยะลองเดินไปเรื่อยๆก่อน "
แล้วเรา 2 คนก็เดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนหอบแด๊ก.....เลย แต่พอไม่นานพี่คนที่เราถามก็ขับรถผ่านมาแล้วหยุดข้างหน้าแล้วพูดว่า " ปะ ....ไป ด้วยกัน พี่กำลังจะไปแถวนั้น ขึ้นมา...อ่ะ เบียดกันหน่อยนะ ตัวพี่เหม็นหน่อย ทนๆแป๊บ เดี๊ยะเราก็ถึงแล้ว นี่..!! ถ้าขากลับมันเก็บ 30 หรือมีปัญหา บอกมันไปเลยนะว่ารู้จัก ต้อย ป่าว พวกนั้นรู้จักหมดแหล่ะ O_o:"
ในที่สุด เราก็ค้นพบน้ำใจคนนคร...เราเลยพี่คนนี้ว่า พี่ต้อย ริมโขง
วันสุดท้ายของการเดินทาง
วันนี้เราปรึกษาหารือกะพี่สาวไว้แล้ววว่าเราจะไปไหนดี แล้วกิจกรรมต่างๆๆก็เริ่มขึ้น เรากะพี่นั่งสกายแล๊ปเข้าไปในเมือง 22 avril เลวววว...ได้ใจ เราเข้าใจแล้วว่า ทำไมพี่ถึงได้สอนว่า อย่ารักใครแค่คนๆเดียว ตอนรักกันมันก็ดีทุกอย่าง แต่พอต้อง จบ คนที่เจ็บหนักก็คือเราคนเดียว
( ผิดอีกแล้วกูที่เกิดมาดีเกินไป ) เคยคิดกันบ้างมั๊ยว่า เราก็แค่คนๆนึงที่อยู่บนโลกนี้ ถึงเวลาตาย ความดี-เลวนี่แหล่ะที่อยู่ เงินทอง สังคมแวดล้อม เอาไปได้ซะที่ไหน
มันไม่ผิดที่เธอไม่เลือกชั้น แต่ผิดที่เธอมีคนที่ใช้สถานะซ้ำซ้อนกับชั้น บางทีนี่อาจเป็นเรื่องปกติ ของสังคมสมัยนี้ก็ได้ !!!
แต่มันรับไม่ได้จริงๆ มันเหมือนภาพเก่าๆที่เราเคยเจอ มันย้อนกลับมาทำร้ายเราอีกครั้ง มันเบลอ มันตัวช้า มันมือสั่น มือที่กำจนเป็นรอยเล็บจิก น้ำตาไหล เพื่ออะไร!!!! อารมณ์อยากทำร้ายร่างกายมันพุดขึ้นมาเอง แต่ไม่รู้จะเจ็บตัวเพื่อใคร เจ็บไปทำไม ที่เป็นอยู่ยังเจ็บไม่พออีกหรอ พอกันทีกับรัก ห่วย!! กับผู้ชายเฮงซวย
หยุดพร่ำบอกด้วยเหตุผลนานา ที่จะมาบอกเลิก ทั้งที่ เหตุผลสั้นๆคือ ไม่ได้รักกันเลย เอาเหอะ!! ความรักก็มีแค่นี้เอง ไม่รักกัน ก็ต้องเลิก
ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่เคยมีให้
ขอบคุณที่ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตเพิ่มมากขึ้น
ขอบคุณที่คืนชีวิตที่มีค่า ให้กับเรา
ขอบคุณพรหมลิขิตที่ขีดให้เรามาเจอกันแค่นี้ ก็เกินพอแล้ว.. ..
และต่อแต่นี้ไปทุกอย่างจะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม จำไว้ว่า กระจกที่ร้าวแล้ว เค้าไม่ให้เก็บไว้ในบ้าน หรือ แก้วที่แตกไปแล้ว ต่อให้ติดกาวยังไง ก็ไม่เหมือนเดิม
อืมมม..แค่นี้ไม่ตายหรอก โลกเรายังหมุน ชีวิตเราก้ต้องเดินต่อไปตามโลก หวังว่าบนโลกนี้น่าจะยังหลงเหลือเรื่องราวดีๆที่จะให้เราเก็บเกี่ยวแต่งเติมชีวิตของเรานะ
สำหรับนาย เราอยากบอกว่า รักแท้จะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อคน 2 คนมีความซื่อสัตย์ต่อกัน ยิ่งคาดหวังยิ่งเจ็บ ยิ่งเห็นแก่ตัว สุดท้ายคือไม่เหลืออะไรเลย
นี่แหล่ะ คือบทสรุปของคำว่า เลววว... ได้ใจ!!!!
อโหสิกรรมด้วยเถอะ ถ้าวันหนึ่งเราต้องไม่ได้อยู่บนโลกเดียวกัน
21 octobre แค่ระบาย...Haaaaa...!!! หยุด 3 วัน แต่ไวเหมือนโกหกเลยอ่ะ แป๊บๆๆเอง โลกเรานี่หมุนเร็วชมัดยาก... เผลอนิดเดียวอะไรๆก็เปลี่ยนไปหมด อากาศเปลี่ยน / การปกครองเปลี่ยน / ชีวิตคนรอบข้างก็เปลี่ยน มันเลยเถิดไปถึงสภาพจิตใจเราที่กำลังจะเปลี่ยนด้วยนะเนียะ .. หว้า!!! แย่จัง.. .. 12 mai ฉันเรียนรู้ ความสุขเกิดขึ้นได้ในใจชอบเพลงนี้มากเลยหล่ะ!!! เวลารู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ เหงา ได้ยินแล้วมีแรงฮึดขึ้นมาเลย....
ฟังแล้วหัวใจกระชุ่มกระชวย .... สักวันคงมีใครสักคนที่จะเข้ามาอยู่เคียงข้างเราตลอดไป...
เพลง จะมีบ้างไหม ศิลปิน โบ สุรัตนาวี ------------------------------------------------------------ ในวันที่ใจมันจะยอมแพ้ วันที่มองไม่เห็นแสง วันที่ชีวิตไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรง ไม่มี เหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ และยังต้องเจอพายุฝน ทำได้แค่เพียงรอคอยเวลา ที่จะพบกับใครสักคน แล้วเขาจะเดินเข้ามา ยื่นมือดึงให้ฉันนั้นเห็นแสงทางข้างหน้า เติมพลังชีวิตให้ชั้นได้พบกับตา ในวันที่ฉันนั้น ไม่มี อะไรที่เหลือเลย..... ปัญหาทยอยเข้ามาสุม มันคอยจะรุมให้แพ้ ทำได้แค่เพียงรอคอยเวลา ที่จะพ้นจากความอ่อนแอ แล้วเขาจะเดินเข้ามา ยื่นมือดึงให้ชั้นนั้นเห็นแสงทางข้างหน้า เติมพลังชีวิตให้ชั้นได้พบกับตา ในวันที่ฉันนั้น ไม่มีใคร เขาจะเดินเข้ามา เติมใจที่ท้อแท้ให้มีเรี่ยวแรงขึ้นใหม่ ทำให้ฉันเรียนรู้ ความสุขเกิดขึ้นได้ในใจ ตราบใดที่ความหวังยังมี ฉันจะรอวันนั้น เพราะฉันรู้ว่าเขามีอยู่จริง และจะไม่ทิ้งให้ฉันไหวหวั่น เขาไม่ใช่แค่ความฝัน..... ฉันนั้นจะรอคอยวันเวลา ที่จะพ้นจากความอ่อนแอ แล้วเขาจะเดินเข้ามา ยื่นมือดึงให้ชั้นนั้นเห็นแสงทางข้างหน้า เติมพลังชีวิตให้ชั้นได้พบกับตา ในวันที่ฉันนั้น ไม่มีใคร เขาจะเดินเข้ามา เติมใจที่ท้อแม้ให้มีเรี่ยวแรงขึ้นใหม่ ทำให้ฉันเรียนรู้ ความสุขเกิดขึ้นได้ในใจ ตราบใดที่ความหวังยังมี.... ฉันจะรอวันนั้น แล้วเขาจะเดินเข้ามา ยื่นมือดึงให้ชั้นนั้นเห็นแสงทางข้างหน้า เติมพลังชีวิตให้ชั้นได้พบกับตา ในวันที่ฉันนั้น ไม่มีใคร เขาจะเดินเข้ามา เติมใจที่ท้อแท้ให้มีเรี่ยวแรงขึ้นใหม่ ทำให้ฉันเรียนรู้ ความสุขเกิดขึ้นได้ในใจ ตราบใดที่ความหวังยังมี.... ฉันจะรอวันนั้น 11 mars “ถ้าหากการพบกันของเราเป็นโชคชะตา ฉันก็ถือว่า ฉันโชค ดี”เพื่อนคนหนึ่งของฉัน เคยตั้งคำถามกับฉันว่า “อะไร?
เป็นสาเหตุให้เราถูกนำมาเป็นเพื่อน กัน” โอ้โห...คำถามโลกแตกมาตั้งแต่เริ่มต้น ใครกันล่ะ จะไปรู้ ว่า
ทำไมคนสองคนถึงถูกจูนให้เข้ามาผูกพัน กันได้ ในขณะที่คนอีกมากมายถูกกำหนดให้แค่ เพียงเดินสวนทางกันชั่วครั้งชั่วคราวเท่า นั้น อย่างนี้ ถ้าเป็นเรื่องของคู่รัก
เราก็คง ตอบได้อย่างไม่ต้องคิดว่า พรหมลิขิตหรือ ด้ายแดงที่มองไม่เห็น แต่สำหรับความเป็นเพื่อน แล้ว
หลังจากใช้ความคิดตริตรองดูสัก พัก ฉันก็คงต้องขอตอบด้วยการคาดเดาจาก ประสบการณ์การเรียนพุทธศาสนาว่า มันคือ โชคชะตา หรือ กรรม เก่า!
เวลาที่ฉันกับเพื่อนๆ จับกลุ่มคุยถึง เรื่องก่อนหน้าที่จะมาพบกัน
ฉันมักจะ รู้สึกเสียวสันหลังวูบขึ้นมาทุกที ไม่ใช่ผีหลอก นะ ! แต่เรื่องบางเรื่องก็ทำให้ฉันอดใจหาย ไม่ได้ ว่าถ้ามันบังเอิญเป็นอย่างนั้น เราก็คงไม่ได้มาเป็นเพื่อนกันอย่าง ที่เป็นอยู่นี้ เพื่อนคนหนึ่งของฉันเคยเล่าว่า
ก่อนที่เราจะได้มาเรียนอยู่ที่เดียว กัน เขาเกือบต้องถูกส่งไปอยู่กับแม่ที่ ต่างประเทศ แต่บังเอิญเกิดความขัดข้องใน บางเรื่อง ทำให้เขาต้องอยู่เมือง ไทย และเรียนต่อที่เมืองไทย หรือเพื่อนอีก คนหนึ่งก็เล่าให้ฟังว่า ที่เขาได้มาเรียน อยู่ที่นี่ในรุ่นเดียวกันกับฉัน เพราะเขา ประสบอุบัติเหตุทำให้ต้องหยุดเรียนไปหนึ่งปี แล้วถ้าหากวันนั้น เรื่องราวไม่ ได้เป็นอย่างที่มันเกิดขึ้น
ฉันและ เพื่อนก็คงไม่ได้มาพบกัน ผูกพันกัน และมารักกันอย่างที่เป็นอยู่ มันทำให้ฉันอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า... ถ้าเราไม่ได้มาพบกัน ฉันจะมี เพื่อนที่แสนดีอย่างนี้หรือเปล่า ?
ฉันเชื่อว่า การที่คนหนึ่งคน ถูก กำหนดให้มาผูกพันกับคนอีกคน
มันย่อมมี เหตุผลอะไรบางอย่าง อาจจะเพื่อมาให้เรียนรู้ซึ่ง กันและกัน จูงมือเติบโตไปด้วยกัน โกรธกัน เกลียดกัน หรืออะไรก็ตาม...แต่เหตุผลสำคัญ เรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างฉันและเพื่อน ก็คือ เพื่อให้เรารู้สึกรักกัน ความรักระหว่างมิตรภาพ เป็นความรักที่แปลก
แต่ยิ่งใหญ่เพราะเพื่อน อาจไม่ใช่ผู้มีพระคุณกับเราอย่างพ่อแม่ ไม่ใช่ผู้ที่ให้ความรู้กับเราอย่างครู อาจารย์ เพื่อนเป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่ง ที่ถูกส่งมาเพื่อให้เรารู้สึกว่า “เรารัก มัน”ก็เท่า นั้น การมีเพื่อนให้เรารัก จึงเป็นกำไรพิเศษของ ชีวิต
ที่สอนให้เรารู้จักเสีย สละ เชื่อใจและแบ่งปันให้กับคนอื่น โดยที่เขาคนนั้น ก็เป็นเพียงคนแปลกหน้า ที่เดินทางมาจากต่างที่ แล้วมาพบกันที่จุดตรงกลาง ระหว่างทางของเรา หรือพูดง่ายๆ การมีเพื่อน ก็เหมือนเป็นการสร้างจิตใจของเราให้เห็นแก่ตัวน้อยลง และอ่อนโยนต่อชีวิตคนอื่นมากขึ้นนั่น แหละ...ในเมื่อวันนี้ โชคชะตา (หรือกรรมเก่า) ได้นำพาให้เรามาพบกัน เป็นเพื่อนกันและรักกันแล้ว เราก็อย่าลืมที่จะใช้วัน เวลาในการอยู่ด้วยกันให้คุ้มค่า เพราะบาง ที...การที่ได้กอดคอร้องไห้กับใครสักคน อาจมีค่ามากกว่าการหัวเราะคนเดียวตั้งมากมาย สำหรับฉัน และเพื่อน ฉันเชื่อว่า
เราต่างรู้สึกดีกับการมาพบกัน และมาผูกพันกัน แม้หลายต่อหลายครั้ง เราอาจต้องผ่าน เรื่องราวเลวร้ายต่างๆ มาอย่างทุลัก ทุเล แต่ฉันก็ยังพร้อมจะบอกเพื่อนของ ฉัน
ด้วยประโยคเดิมที่ฉันมักพูดเป็นประจำ ว่า... “ถ้าหากการพบกันของเราเป็นโชคชะตา ฉันก็ถือว่า ฉันโชค ดี” |
|||||||
|
|